ชุดลดเซลลูไลท์

นวัตกรรมใหม่ในการดูแลเรือนร่าง  ขจัดไขมันส่วนเกินและแก้ปัญหาเซลลุไลท์

 

บอกลาขาใหญ่ของคุณด้วย...“นาซาร่า” สลิม เลคกิ้ง  (Slim Legging) 

 เลิกกังวลกับเสื้อแขนกุดอีกต่อไป  เพราะคุณมี... “นาซาร่า เชปปิ้ง อาร์ม ชีท (Shaping  Arm Sheath)

 

เทคโนโลยีที่ได้รับการจดสิทธิบัตรของ  Novarel Slim  ประเทศสเปน

ด้วยเทคโนโลยี  “ไมโครเอ็นแคปซูเลชั่น” (Microencapsulation Technology)  ซึ่งพัฒนาอย่างล้ำหน้าในวงการสิ่งทอ  โดยการฝังแคปซูลเล็กๆ (Micro-capsules) เข้าไปเป็นเนื้อเดียวกับเส้นด้ายในระหว่างขบวนการผลิตเส้นใย ทำให้ได้เส้นใยเล็กๆ (Filament) ที่ประกอบด้วยไมโครแคปซูลเป็นหลายพันแคปซูล โดยในแคปซูลเล็กๆเหล่านี้บรรจุสารสำคัญหลัก (Active Ingredients) หลายตัวที่คัดสรรมาจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุด เพื่อประสิทธิภาพในการสลายเซลลูไลท์และควบคุมไขมัน ได้แก่ คาเฟอีน (Caffeine)  เรตินอล (Retinol)  เซราไมด์ (Ceramides)  วิตามิน อี (Vitamin E)  กรดไขมัน (Fatty Acids) และว่านหางจระเข้ (Aloe Vera)  โดยคาเฟอีน เป็นสารสำคัญที่ออกฤทธิ์โดยตรงในการสลายไขมันและกระตุ้นการไหลเวียนในการขจัดของเสียที่คั่งค้าง  ซึ่งคาเฟอีนและสารสำคัญหลักเหล่านี้จะถูกปลดปล่อยออกมาในระหว่างการสวมใส่เสื้อผ้าที่ถักทอด้วยเส้นใยดังกล่าว

 

ผลของสารสำคัญหลัก (Active Ingredients) ที่บรรจุอยู่ในไมโครแคปซูล  (Micro-Capsules) และมีผลต่อการแก้ปัญหาเซลลูไลท์ดังนี้

 

คาเฟอีน (Caffeine)

เพิ่มการเผาผลาญไขมัน ลดอาการบวมน้ำที่อยู่รอบๆเซลล์ไขมัน และเพิ่มการขับถ่ายของเสีย

กลไกลการออกฤทธิ์ คือ การกระตุ้นเบต้า-อดรีเนอจิค รีเซ็ปเตอร์ (Beta - adrenergic receptor) ซึ่งอยู่ที่ผิวของเซลล์ไขมัน ส่งผลต่อการย่อยสลายไขมัน (Lipolysis) กระบวนการคือ เอนไซม์ Phosphodiesterase ถูกยับยั้ง ทำให้เกิดการปลดปล่อย cAMP ซึ่งเร่งให้เกิดการย่อยสลาย (Hydrolysis) ของไตรกลีเซอไรด์ ที่สะสมไว้ในเซลล์ไขมัน กลายเป็น Glycerin และ Free Fatty Acids พร้อมปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของ ATP (Adenosine-Triphosphate) ไขมันที่สะสมจึงเป็นแหล่งสำรองพลังงานของร่างกายได้

 

เซราไมด์ (Ceramides)

เมื่ออายุมากขึ้นสัดส่วนปริมาณของเซราไมด์ที่มีอยู่ในผิวหนังชั้น  Stratum Corneum จะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลต่อความยืดหยุ่น ความแห้งกร้านและการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น  โดยเซราไมด์ (Ceramides) ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) จะทำให้เกิดการเผาผลาญโดยมีออกซิเจน ทำให้เซลล์มีการเผาผลาญได้ดีขึ้น  นอกจากนี้ยังช่วยขยายหลอดเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ส่งผลต่อการฟื้นฟูผิวพรรณให้สดใส  เพิ่มความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว

 

กรดไขมัน (Fatty Acids)

ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังให้แข็งแรง  เนื่องจากกรดไขมันเป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์

 

วิตามินอี (Vitamin E) 

เป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นและอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ (Potent Antioxidant)  มีผลในการป้องกันการทำลายเซลล์  ลดความเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง ช่วยฟื้นฟูผิวพรรณให้แข็งแรงและดูอ่อนเยาว์ขึ้น

 

ว่านหางจระเข้  (Aloevera)

มีฤทธิ์ลดการอักเสบ  ลดรอยดำ  รอยแผลเป็น  ลดอาการคันและผื่นแพ้  ผิวลอก  ฟื้นฟูเซลล์ผิว   บรรเทาผิวแตกลายและเส้นเลือดขอด

 

เรตินอล (Retinol) 

ออกฤทธิ์ชั้นใต้ผิวหนังในระดับเซลล์ โดยมีผลต่อการสร้างเซลล์ผิวหนังและเสริมสร้างซ่อมแซมผิวส่วนล่างที่มีคอลลาเจนและอิลาสติน

 

ผลการทดสอบจากผู้ใช้หลังสวมใส่สิ่งทอที่ประกอบด้วยเส้นใย Novarel Slim เป็นเวลา 28 วัน พบว่า

 

76% รู้สึกได้ถึงประสิทธิภาพในการควบคุมไขมันและทำให้ไขมันลดน้อยลง

63% อาการผิวเปลือกส้มลดลง

67% สวมใส่กางเกงเข้ารูปหรือยีนส์ได้ง่ายและสบายขึ้น รอบต้นขาลดลงไม่ต่ำกว่า 2 เซนติเมตร

72% รู้สึกได้ถึงความเบาและคล่องตัวขึ้น

65% ก้อนไขมันแข็ง (Fat nodes) ลดลง

 
 
เซลลูไลท์....เกิดง่าย หายยาก
 
เซลลูไลท์ (Cellulite) คือไขมันส่วนเกินในชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Tissue) ที่สะสมพอกพูน มากขึ้นกว่าปกติ 3-4 เท่า โดยการพอกพูนสะสมที่ไม่เป็นระเบียบของเซลล์ไขมันเหล่านี้ ถูกล้อมรอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissue) ที่ไม่มีการยืดหยุ่น (Rigid Strand) และไม่ขยายตามขนาดของเซลล์ไขมันทำให้ไขมันเกิดการล้นทะลักออกมา จนแลดูเป็นลูกคลื่นคล้ายผิวส้ม ซึ่งบางครั้ง เรียกว่า Orange  Peel  Skin โดยมักเกิดขึ้นในบางบริเวณของร่างกาย เช่น ต้นขา ต้นแขน สะโพก บั้นท้าย หรือหน้าท้อง เป็นต้น
 
สาเหตุการเกิดเซลลูไลท์
 
1) รับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอาหารประเภท ไขมัน ของมัน ของทอด หรือคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล ของหวานต่างๆ
 
2) ขาดการออกกำลังกายหรือมีอิริยาบถเดิมๆ นานๆ เช่น การนั่ง, การยืน, การนอน ทำให้พลังงานไม่ได้รับการเผาผลาญเกิดการสะสมของไขมัน
 
3) กรรมพันธุ์ 
 
4) ผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด หรือ หลังคลอด เนื่องจากร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง
การเกิดเซลล์ลูไลท์พบมากใน เพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งเกิดจากผลของฮอร์โมนเพศ นอกจากนี้ยังขึ้นกับความแตกต่างของโครงสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissue) กล่าวคือ ในเพศชายเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในชั้นหนังแท้ (Dermis) มีการกระจายตัวอย่างเป็นระเบียบ แต่ในเพศหญิงมีการเรียงตัวกันคล้ายลูกฟูกระหว่างชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นใต้ผิวหนัง (Hypodermis) ทำให้ไขมันที่สะสม พอกพูน และแทรกตัวอยู่ได้ง่ายจนทำให้ผิวเป็นลูกคลื่น
 
5) ร่างกายมีการเผาผลาญ (Metabolism) ที่ผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถเผาผลาญไขมันหรือคาร์โบไฮเดรตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการสะสมเป็นเซลล์ไขมันพอกพูนขึ้นเฉพาะแห่ง
 
6) การได้รับหรือมีภาวะที่ทำให้ฮอร์โมนบางชนิดสูงขึ้น เช่น อินซูลิน (Insulin), ไทรอยด์ฮอร์โมน (Thyroxin)           โปรแลคติน (Prolactin) และ Catecholamines เป็นต้น ส่งผลต่อการเกิดเซลล์ลูไลท์ได้
 
7) การดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายขาดน้ำเป็นประจำทำให้ระบบไหลเวียนเลือดและการขับถ่ายของเสียไม่ดีก่อให้เกิดเซลลูไลท์ได้ง่าย
 
8) ความเครียด ส่งผลให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น
 
9) ได้รับสารอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังชั้นนอก
 
กระบวนการเกิดเซลลูไลท์
 
ในภาวะการเกิดเซลลูไลท์ ไขมันที่สะสมไม่สามารถถูกนำมาใช้เป็นพลังงานได้ตามปกติ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆขึ้นในผิวหนัง โดยแบ่งกระบวนการเกิดเป็น 4 ระยะ ดังนี้
 
ระยะที่ 1 เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์และโมเลกุล ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เกิดจากเซลล์ไขมันมีการสะสมไขมันส่วนเกินจากสาเหตุต่างๆดังกล่าวมาแล้ว โดยเซลล์ไขมันมีขนาดเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า และเกาะตัวกันเป็นกลุ่มก้อน (Clumping) มีผลต่อการเสื่อมของหลอดเลือดฝอย บริเวณชั้นหนังแท้ (Papillary Dermal Region) ทำให้เกิดของเหลวคั่งค้างในชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นใต้ผิวหนัง (Subdermis) ในระยะนี้ยังไม่พบลักษณะผิวไม่เรียบ และยังไม่ส่งผลต่อความสวยงามของผิวหนัง
 
ระยะที่ 2  เซลล์ไขมันที่เอ่อล้นด้วยไขมัน เกิดจับตัวเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้นในชั้นใต้ผิวหนัง (Skin’s Fat Layer) ยิ่งเกิดปัญหาการไหลเวียนของหลอดเลือดฝอย (Microcirculation) รุนแรงมากขึ้น รวมถึงของเหลวที่คั่งค้างเกิดการสะสมมากขึ้นด้วย ทำให้เนื้อเยื่อในชั้นใต้ผิวหนัง (Subdermis) และชั้นหนังแท้ (Dermis) เริ่มถูกทำลายลงอย่างเห็นได้ชัด  เหล่านี้ทำให้ผิวหนังเริ่มเกิดเป็นคลื่น (Orange Peel) จนมองเห็นได้ 
 
ะยะที่ 3  การเสื่อมลงของหลอดเลือดฝอยเริ่มมีผลต่อเนื้อเยื่อในชั้นหนังแท้ (Dermis) มากขึ้น ทำให้กระบวนการเผาผลาญ (Metabolism) ในเซลล์ชั้นนี้ลดลง โดยเฉพาะการสร้างโปรตีนและซ่อมแซมเซลล์ เป็นสาเหตุให้ผิวหนังบางลง  เกิดการสะสมของเนื้อเยื่อที่ไม่ยืดหยุ่น (Reticular Protein) รอบๆเซลล์ไขมัน ส่งผลให้ผิวหนังเกิดลูกคลื่นที่เห็นชัดเจนขึ้นมาก
 
ระยะที่ 4  เป็นระยะที่ทำให้ผิวหนังแลดูเป็นตะปุ่มตะป่ำอย่างเห็นได้ชัด เกิดจากการสะสมของกลุ่มก้อนของไขมันและเซลล์ไขมันที่ถูกล้อมรอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่แข็งตัว เกิดการนูนขึ้นเป็นตุ่มแข็ง (Hard Nodules) 
 
การเกิดเซลล์ลูไลท์ ถือเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ซึ่งนอกจากส่งผลต่อความสวยงามของผิวหนังแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจากการถูกทำลายของหลอดเลือดฝอย รวมถึงการคั่งค้างของของเหลวใต้ผิวหนังส่งผลต่อการขับถ่ายของเสีย การไหลเวียนของน้ำเหลืองและระบบไหลเวียนของเส้นเลือดดำ เกิดเป็นเส้นเลือดขอดหรืออาการเท้าบวม, ขาบวมตามมาได้
 
 
 
 
การบำบัดเซลลูไลท์
 
การเกิดเซลลูไลท์ มีสาเหตุจากการสะสมไขมันส่วนเกินและขาดการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมัน หรืออาจเกิดจากการบกพร่องในการเผาผลาญไขมันจากสาเหตุที่กล่าวมาแล้ว  การบำบัดเซลลูไลท์จึงนิยมใช้สารที่สามารถกระตุ้น Beta - adrenergic receptor หรือยับยั้ง  – adrenergic receptor ซึ่งโดยปกติแล้วจะอยู่ที่ผิวของเซลล์ไขมัน การกระตุ้น  Beta - adrenergic receptor หรือยับยั้ง  – adrenergic receptor  จะทำให้เกิดปฏิกิริยาสลายไขมัน (Lipolysis) โดยเกิดการย่อยสลาย (Hydrolysis)  ของไตรกลีเซอไรด์ที่สะสมไว้ในเซลล์ไขมันกลายเป็น Glycerin  และ Free Fatty Acid พร้อมปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของ ATP (Adrenergic Triphosphate) ไขมันที่สะสมจึงเป็นแหล่งสำรองพลังงานของร่างกายได้
ปัจจุบันมีการนำสารในกลุ่มที่สามารถกระตุ้น Beta -adrenergic receptor  ซึ่งได้แก่ คาเฟอีน (Caffeine)  มาใช้เป็นสารสำคัญหลักที่ออกฤทธิ์เพื่อการย่อยสลายไขมันดังกล่าว  ในรูปของครีมหรือโลชั่น รวมถึงนวัตกรรมล่าสุด คือ การนำสารดังกล่าวบรรจุในแคปซูลเล็กๆ (Micro - Capsules)  และใช้เทคโนโลยีพิเศษฝังแคปซูลเหล่านี้เข้าไปเป็นเนื้อเดียวกับเส้นใย (Microencapsulation  Technology) เพื่อนำมาถักทอเป็นผ้าที่สวมใส่สำหรับการลดเซลลูไลท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
การดูแลและแก้ไขปัญหาเซลลูไลท์
 
1) ลดการบริโภคไขมัน คาร์โบไฮเดรต หรือน้ำตาล เน้นการบริโภคผักสีเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีสารเพคตินสูง  เช่น  แอปเปิ้ล  รวมถึงอาหารประเภทปลาทะเล และพืชตระกูลถั่ว
 
2) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินออกกำลัง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือการนวดเบาๆ การขัดผิวตามบริเวณที่มีเซลลูไลท์ เพื่อให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็งแรงขึ้น รวมถึงการกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองในบริเวณนั้นๆด้วย
 
3) ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
 
4) หลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้ขัดขวางระบบการไหลเวียนเลือด หรือทำให้การไหลเวียนเลือดช้าลง เช่น การนั่ง, ยืน, นอน หรือการสวมใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานานๆ
 
Visitors: 19,789